กรมควบคุมโรค พยากรณ์โรคฯ ฉบับที่ 24/2565 “เตือนประชาชนในช่วงหน้าฝน ระวังป่วยด้วยโรคอุจจาระร่วง แนะยึดหลักสุก ร้อน สะอาด”

กรมควบคุมโรค ขอเผยแพร่ “พยากรณ์โรคและภัยสุขภาพรายสัปดาห์”

ฉบับที่ 24/2565 ประจำสัปดาห์ที่ 25 (วันที่ 19 – 25 มิ.ย. 65)

 “จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค สถานการณ์โรคอุจจาระร่วงในปีนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-14 มิ.ย. 2565 พบผู้ป่วยแล้ว 217,669 ราย เสียชีวิต 2 ราย สัปดาห์ที่ผ่านมามีรายงานเหตุการณ์โรคอุจจาระร่วงเป็นกลุ่มก้อนจำนวน 2 เหตุการณ์ คือ เหตุการณ์การระบาดในเรือนจำแห่งหนึ่งในจังหวัดลำปาง พบผู้ป่วย จำนวน 196 ราย ผลตรวจพบเชื้อ Entamoeba histolytica และเหตุการณ์ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานี พบผู้ป่วย จำนวน 15 ราย กลุ่มอายุที่พบมากที่สุดคือ อายุมากกว่า 65 ปี (15.18%) รองลงมา อายุ 25-34 ปี (13.89%) และอายุ 15-24 ปี (12.43%) จังหวัดที่มีอัตราป่วยต่อประชากรแสนคนสูงสุด 5 อันดับแรกคือ อํานาจเจริญ มุกดาหาร เชียงราย ระนอง และภูเก็ต ตามลำดับ”

“การพยากรณ์โรคและภัยสุขภาพของสัปดาห์นี้ คาดว่ามีโอกาสพบผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากในระยะนี้ประเทศไทยมีอากาศร้อนสลับกับมีฝนตก อาจเกิดการปนเปื้อนของเชื้อโรคในอาหารที่ทิ้งค้างไว้ข้ามวัน การปรุงประกอบอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะหรือรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ ซึ่งอันตรายที่สำคัญของโรคนี้ คือ การเกิดภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ อาจทำให้ช็อก หมดสติ และภาวะขาดสารอาหาร กลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสได้รับเชื้อสูงคือ กลุ่มนักเรียน ศูนย์เด็กเล็ก ค่าย หรือเรือนจำ อาจเกิดการระบาดใหญ่เป็นกลุ่มก้อนจากการจัดเลี้ยงอาหารในคนหมู่มากได้ และโดยเฉพาะในผู้ป่วยเด็กเล็กและผู้สูงอายุหากเกิดโรคแทรกซ้อนจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้  กรมควบคุมโรค ขอแนะนำว่า ในการป้องกันโรคอุจจาระร่วง ขอให้ประชาชนยึดหลัก “สุก ร้อน สะอาด” โดยรับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ด้วยความร้อน ไม่รับประทานอาหารแบบสุกๆ ดิบๆ ดื่มน้ำสะอาดที่ได้รับมาตรฐาน หากเป็นน้ำแข็งหลอดที่บรรจุถุงควรสังเกตรายละเอียดบนฉลากให้ครบถ้วน และเครื่องหมาย อย. สำหรับอาหารค้างมื้อควรอุ่นร้อนทุกครั้งก่อนรับประทาน และล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ ทุกครั้งก่อนปรุงหรือรับประทานอาหารและภายหลังขับถ่าย  ทั้งนี้ หากอาการอุจจาระร่วงไม่ดีขึ้น มีอาการถ่ายเป็นน้ำมากขึ้น อาเจียนบ่อย รับประทานอาหารไม่ได้ มีไข้สูง ถ่ายอุจจาระเป็นมูกปนเลือด ควรรีบไปพบแพทย์ทันที สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422”

 

ไข้เลือดออก (Dengue Fever)

ลักษณะโรค

  • โรคไข้เลือดออกเดงกี เป็นโรคติดเชื้อไวรัสเดงกีที่มียุงลายเป็นแมลงนำโรค โรคนี้ได้กลายเป็นปัญหาสาธารณสุขในหลายประเทศทั่วโลก เนื่องจากโรคได้แพร่กระจายอย่างกว้างขวางและจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างมากใน 30 ปีที่ผ่านมา มากกว่า 100 ประเทศที่โรคนี้กลายเป็นโรคประจำถิ่น และโรคนี้ยังคุกคามต่อสุขภาพของประชากรโลกมากกว่าร้อยละ 40 (2,500 ล้านคน) โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะพบมากในประเทศเขตร้อนและเขตอบอุ่น

สาเหตุ

  • เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue virus) ซึ่งเป็น single – strand RNA จัดอยู่ใน genus Flavivirus และ family Flaviviridae มี 4 serotypes คือ DEN-1, DEN-2, DEN-3 และ DEN-4 ทั้ง 4 serotypes มี antigen ร่วมบางชนิด จึงทำให้มี cross reaction และ cross protection ได้ในระยะเวลาสั้นๆ เมื่อมีการติดเชื้อไวรัสเดงกีชนิดหนึ่งจะมีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสเดงกีชนิดนั้นตลอดไป (long lasting homotypic immunity) และจะมีภูมิคุ้มกัน cross protection ต่อชนิดอื่น (heterotypic immunity) ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ประมาณ 6-12 เดือน ดังนั้น ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่มีไวรัสเดงกีชุกชุมอาจมีการติดเชื้อ 3 หรือ 4 ครั้งได้

วิธีการติดต่อ

  • โรคไข้เลือดออกเดงกีติดต่อกันได้โดยมียุงลายบ้าน (Aedes aegypti) เป็นแมลงนำโรคที่สำคัญ และในชนบทบางพื้นที่ จะมียุงลายสวน (Aedes albopictus) เป็นแมลงนำโรคร่วมกับยุงลายบ้าน เมื่อยุงลายตัวเมียกัดและดูดเลือดผู้ป่วยที่อยู่ในระยะไข้ ซึ่งเป็นระยะที่มีไวรัสอยู่ในกระแสเลือดมาก เชื้อไวรัสจะเข้าสู่กระเพาะยุง และเพิ่มจำนวนมากขึ้น แล้วเดินทางเข้าสู่ต่อมน้ำลาย พร้อมที่จะเข้าสู่คนที่ถูกกัดต่อไป เมื่อยุงที่มีเชื้อไวรัสเดงกีไปกัดคนอื่นก็จะปล่อยเชื้อไปยังคนที่ถูกกัด ทำให้คนนั้นป่วยได้

ระยะฟักตัว

  • ระยะเพิ่มจำนวนของไวรัสเดงกี ในยุง ประมาณ 8-10 วัน
  • ระยะฟักตัวของเชื้อไวรัสเดงกี ในคน ประมาณ 3-14 วัน โดยทั่วไปประมาณ 5-8 วัน

ระยะติดต่อ

  • โรคไข้เลือดออกเดงกีไม่ติดต่อจากคนสู่คน ติดต่อกันได้โดยมียุงลายเป็นแมลงนำโรค การติดต่อจึงต้องใช้เวลาในผู้ป่วยและในยุง ระยะที่ผู้ป่วยมีไข้สูงประมาณวันที่ 2-4 จะมีไวรัสอยู่ในกระแสเลือดมาก ระยะนี้จะเป็นระยะติดต่อจากคนสู่ยุง และระยะเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสในยุงจนมากพออีกประมาณ 8-10 วัน จึงจะเป็นระยะติดต่อจากยุงสู่คน
การเขียนสูตร Excel ที่คุณต้องรู้!
ช่วยให้ทำงานไวขึ้น

สูตรที่ 1 SUM : การหาผลรวม

SUM ใช้ในการหาผลรวมของตัวเลข SUM(number1, [number2], …) ในวงเล็บ คือช่วงเซลล์ที่มีตัวเลขที่ต้องการหาผลรวม

ตัวอย่าง =SUM(A2:A10)

สูตรที่ 2 SUMIF การหาผลรวมในช่วงที่กำหนดไว้

SUMIF ใช้ในการหาผลรวมของตัวเลขในช่วงที่กำหนดไว้ SUMIF(range, criteria, [sum_range])

range หมายถึง ช่วงเซลล์ที่มีเงื่อนไขที่ระบุใน criteria

criteria หมายถึง เงื่อนไขที่ระบุ โดยจะเป็นตัวเลขหรือความข้อความก็ได้

[sum_range] หมายถึง ช่วงเซลล์ที่ต้องการให้หาผลรวมตามเงื่อนไขที่เราระบุไว้

ตัวอย่าง =SUMIF(B2:B11,B4,C2:C11)

สูตรที่ 3 AVERAGE : การหาค่าเฉลี่ย

ใช้ในการหาค่าเฉลี่ยของตัวเลข AVERAGE(number1, [number2], …) ในวงเล็บคือ ช่วงเซลล์ที่มีตัวเลขที่ต้องการหาค่าเฉลี่ย

ตัวอย่าง =AVERAGE(C2:C11)

สูตรที่ 4 MAX/MIN การหาค่าสูงสุด/ต่ำสุด

ใช้ในการหาค่าที่มากที่สุด/น้อยที่สุดของชุดตัวเลข

MAX(number1, [number2], …) ในวงเล็บคือ ช่วงเซลล์ที่มีตัวเลขที่ต้องการหาค่าที่มากที่สุด

MIN(number1, [number2], …) ในวงเล็บคือ ช่วงเซลล์ที่มีตัวเลขที่ต้องการหาค่าน้อยที่สุด

ตัวอย่าง =MIN(C2:C11) กับ =MAX(C2:C11)

สูตรที่ 5 COUNT : การนับจำนวนช่อง ที่มีตัวเลขอยู่

ใช้ในการนับจำนวนเซลล์ที่มีตัวเลขบรรจุอยู่ COUNT(value1, [value2], …) ในวงเล็บคือช่วงเซลล์ที่ต้องการจะนับ

ตัวอย่าง  =COUNT(C2:C11)

สูตรที่ 6 VLOOKUP : การหาข้อมูลโดยอิงจากข้อมูลอีกชุดหนึ่ง

VLOOKUP(lookup_value, table_array, col_index_num, [range_lookup])

lookup_value หมายถึง ช่องเซลล์ที่เราต้องการใส่ข้อมูลลงไป

table_array หมายถึง การเลือกช่วงของข้อมูลจาก column หนึ่ง ถึงอีก column หนึ่ง ที่เราต้องใช้ในการหา

col_index_num หมายถึง การเลือกว่าข้อมูลที่เราจะค้นหาอยู่ใน column ที่เท่าไหร่ของ table_array

range_lookup มี 2 ค่า ได้แก่

TRUE หมายถึง ข้อมูลที่ใส่ลงไปใน lookup_value มีการเรียงจากน้อยไปมาก เช่น 0 , 1 , 2 ,3

FALSE : ข้อมูลที่เราจะใส่ลงไปใน lookup_value ไม่ได้เรียงกัน ว่าจะน้อยไปมาก หรือมากไปน้อย

ตัวอย่าง  =VLOOKUP(C13,B2:C11,2,FALSE)

สูตรที่ 7 TODAY การใส่วันที่ปัจจุบัน

TODAY ()

() หมายถึง แค่กด Enter ก็จะแสดงลำดับของวันที่ปัจจุบันตามที่ตั้งค่าไว้ใน Control Panel

ตัวอย่าง= TODAY () กด Enter

สูตรที่ 8 BAHTTEXT การเปลี่ยนตัวเลขเป็นตัวอักษร

BAHTTEXT (number) เลขในวงเล็บคือ เซลล์ที่มีข้อมูลเป็นตัวเลขที่ต้องการจะเปลี่ยนเป็นตัวอักษร

ตัวอย่าง =BAHTTEXT(C13) จะได้ค่าจำนวนเงินเป็นตัวอักษร

สูตรที่ 9 DATE การใส่วันที่ที่ต้องการ

DATE (year, month, day)

year, month, day หมายถึง การใส่ ปี เดือน และวันที่ต้องการ โดยจะแสดงผลออกมาในรูปแบบที่ตั้งค่าใน Control Panel

ตัวอย่าง =DATE(2019,6,19)

สูตรที่ 10 UPPER/LOWER

คือ การเปลี่ยนข้อความภาษาอังกฤษเป็นตัวพิมพ์ใหญ่หรือตัวพิมพ์เล็กทั้งหมด

UPPER(text) / LOWER(text)

text หมายถึง ข้อความที่ต้องการเปลี่ยนเป็นตัวพิมพ์ใหญ่หรือตัวพิมพ์เล็กทั้งหมด

ตัวอย่าง =UPPER(B2) หรือ =LOWER(B2)

สูตรที่ 11 IF การทดสอบเงื่อไขว่าเป็นจริงหรือเท็จ

IF(logical_test, [value_if_true], [value_if_false])

logical_test หมายถึง เงื่อนไขที่ต้องการตรวจสอบ

value_if_true หมายถึง ค่าที่จะแสดงถ้าเงื่อนไขเป็นจริง

value_if_false หมายถึง ค่าที่จะแสดงถ้าเงื่อนไขเป็นเท็จ

ตัวอย่าง =IF(C2<D2, “กำไร”, “ขาดทุน”)

สูตรที่ 12 CONCATENATE การเชื่อมคำ

CONCATENATE(text1, [text2],…) ในวงเล็บคือ คำที่ต้องการนำมาเชื่อมกัน

ตัวอย่าง =CONCATENATE(B2,C2)

กินเค็มไม่จบแค่โรคไต

🧂 ใครที่ชอบกินเค็ม ต้องลดๆ ลงบ้างแล้วนะคะ เพราะกินเค็มๆ มากมาย ทำให้ร่างกายได้รับโซเดียมในปริมาณสูง ซึ่งก่อให้เกิดโรคมากมาย ไม่ใช่แค่โรคไตที่ต้องระวัง แต่ยังมีโรคอื่นๆ ตามมาอีกเพียงเลยค่ะ

🥄 องค์การอนามัยโลกให้แนะนำว่า คนทั่วไป ไม่ควรกินเกลือเกินวันละ 1 ช้อนชา หรือประมาณ 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในขณะที่ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน ความดัน ควรกินเกลือไม่เกิน ¾ ช้อนชา หรือประมาณวันละ 1,500 มิลลิกรัม

15 คีย์ลัดในการใช้คอมพิวเตอร์ที่น่าทำตาม!

การทำงานตามปกติ บนคอมพิวเตอร์ด้วยการลากเม้าคลิก อาจทำให้การทำงานไม่คล่องตัวเท่าที่ควร คีย์ลัด หรือ ช็อตคัต (Shortcut) พวกนี้จะทำให้คุณคล่องตัวมากขึ้น

ปฏิเสธมิได้ว่า คอมพิวเตอร์ เป็นส่วนสำคัญในชีวิตของพวกเรา ทั้งในแง่การทำงานและความบันเทิง วันนี้เราได้รวบรวมเคล็ดลับง่าย ๆ ที่คุณควรรู้เกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์ (ส่วนใหญ่เป็นกับวินโดว์ แต่ก็สามารถดัดแปลงใช้กับระบบ Mac OS ได้) ไม่ว่าจะเป็นคีย์ลัด หรือเทคนิคต่าง ๆ ที่คุณอาจยังไม่รู้ เราเชื่อว่าเคล็ดลับเหล่านี้จะทำให้การทำงานกับคอมพิวเตอร์ของคุณง่ายขึ้นไม่มากก็น้อย

1. วิธีกู้เว็บไซต์ที่เผลอปิดโดยไม่ได้ตั้งใจ
เคยไหม? มือเผลอไปกดปิดเว็บไซต์โดยไม่ตั้งใจ เรามีวิธีกู้เว็บแบบเรียบง่ายมากฝาก เพียงแค่กด ctrl + shift + T เว็บที่คุณเผลอปิดไป ก็จะเด้งกลับมาในทันที
2. คีย์ลัดสำหรับ url แบบเต็มยศ
บางครั้งก็เป็นเรื่องเสียเวลาที่ต้องพิมพ์ www. แถมต้องลงท้ายด้วย . com หากต้องการประหยัดเวลา พิมพ์แค่ชื่อเว็บไซต์แล้วกด control + enter เท่านี้ก็ได้ url แบบเต็มยศ เช่น พิมพ์ “google” ตามด้วย control + enter เราก็จะได้ www.google.com

3. ลบทั้งคำ
กด backspace ลบแต่ละตัวอักษรเมื่อไหร่จะเสร็จ แต่ถ้าคุณกด CTRL + backspace จะสามารถลบทีละคำเลยทีเดียว เป็นอีกทางเลือกที่ประหยัดเวลาได้เล็กน้อย

4. วิธีลัดเข้าสู่ task manager
Windows บางเวอร์ชัน ถ้ากด ctrl+alt+delete อาจยังไม่เข้าถึง task manager ได้ทันที นอกเหนือจากวิธีดังกล่าว คุณสามารถกด control+shift+escape ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นทางลัดยิงตรงเข้าสู่ task manager เพียงคลิกเดียว

5. หาแหล่งอ้างอิงของรูปภาพ
สำหรับใครที่ต้องการสืบเสาะหาแหล่งอ้างอิงรูปภาพ คุณสามารถทำได้โดยกด S ค้างไว้ แล้วกดคลิกขวาไปที่รูปภาพบนเว็บไซต์ที่ต้องการ เพียงเท่านี้คุณจะรู้ลิงค์ต้นทางของรูปภาพนั้น ๆ และยังสามารถหารูปที่ใกล้เคียงภาพนั้นได้อีกด้วย

6. เปลี่ยนโปรแกรมอย่างรวดเร็ว
หลายคนต้องสลับใช้โปรแกรม 2-3 โปรแกรมในการทำงาน งั้นลองกด alt-tab จะช่วยให้ชีวิตของคุณสะดวกยิ่งขึ้น แม้จะต้องทำงานหลาย ๆ โปรแกรมก็ตาม

7. ควบคุมวีดีโอ Youtube ด้วยแป้นคีย์บอร์ด
คุณสามารถกด K ในการ pause วีดีโอบน Youtube หากกด L วีดีโอจะเดินหน้าไป 10 วินาที ส่วนถ้ากด J วีดีโอจะถอยหลับไป 10 วินาที

8. ไฮไลท์ url ใน Chrome
บางครั้งก็เจอเว็บไซต์ที่ถูกใจเลยอยากก็อปลิงค์ไปให้เพื่อนดู ลองกด CTRL + L ในขณะชมเว็บไซต์นั้น ๆ แล้วกด CTRL + C ก็อบลิงค์ เท่านี้ก็เรียบร้อย
9. วิธีเข้าเว็บไซต์ที่ restrict จากต่างประเทศ
เจอเว็บไซต์ดี ๆ แต่น่าเสียดายที่ถูกบล็อคไม่ให้เข้าถึงได้ ลองก็อบ url ของเว็บไซต์นั้น ๆ ไปลงที่ https://hola.org/ เท่านั้นคุณก็สามารถเข้าชมได้ดั่งเว็บไซต์ปกติ
10. เกมลับจาก Google
ลองเข้าเว็บไซต์ google แล้วหาคำว่า “Atari Breakout” แล้วกด search image เพียงเท่านี้คุณก็ได้เล่น Breakout อีกหนึ่งเกมคลาสสิคของโลกแบบฟรี ๆ

11. ล็อคหน้าจอ desktop
ถ้าหากมีธุระจนต้องห่างออกจากหน้าจอคอม อย่าลืมกด window + L เพื่อล็อคหน้าจอ desktop ไม่ให้ใครมายุ่งกับคอมพิวเตอร์ของคุณได้

12. เปลี่ยนหน้าจอให้บิดเบี้ยว
กด Control + Alt พร้อมปุ่มลูกศรทิศทางไหนก็ได้ จะเป็นการบิดเบี้ยวจอ desktop จนผิดรูปผิดร่าง ลองเอาทริคนี้ไปแกล้งคนอื่นดู เพื่อน ๆ น่าจะตกใจไม่น้อย

13. ซ่อนหน้าทุกอย่างให้เป็นระเบียบ
เคยไหม? เปิด tab และโปรแกรมอื่น ๆ เต็มหน้าจอไปหมด ลองกด Windows + D เพื่อซ่อนหน้าทุกอย่างให้เป็นระบบระเบียบ

14. ปิดโปรแกรมฉับพลัน
บางครั้งโปรแกรมอาจเกิด error จนคุณสั่งปิดแบบปกติไม่ได้ ถ้าคุณเจอเหตุการณ์แบบนี้กด Alt + F4 ทีเดียว โปรแกรมนั้น ๆ ก็จะปิดลงโดยทันที
15. ท่องโลกอวกาศไปกับ Google
เอาใจคนที่ชอบดูดวงดาวบนอวกาศ ลองเข้าเว็บไซต์นี้ https://www.google.com/sky/ เพื่อไปศึกษาความน่าพิศวงของอวกาศอันกว้างใหญ่
นี่เป็นเพียงเคล็ดลับบางส่วนที่เรารวบรวมมาให้ชมกัน หวังว่าทุกคนจะลองนำเอาไปประยุกต์กับการทำงาน หากใครมีเคล็ดลับมาแบ่งปัน สามารถคอมเมนท์เข้ามาได้เลย
ที่มา : thoughtcatalog
ฝีดาษลิง (Monkeypox) คืออะไร?
โรคไข้ฝีดาษลิง หรือ ไข้ทรพิษลิง (Monkeypox) เกิดจาก ไวรัส Othopoxvirus ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับไวรัสโรคไข้ทรพิษ (Smallpox) โดยพบเชื้อในสัตว์ตระกูลลิง และสัตว์ฟันแทะ เช่น หนู กระรอก กระแต เป็นหลัก โดยค้นพบโรคนี้ครั้งแรกในลิง ซึ่งไปรับเชื้อมาโดยบังเอิญ จึงเป็นที่มาของชื่อโรค “ฝีดาษลิง”
โรคฝีดาษลิงแพร่ระบาดอยู่ทั่วไปในทวีปแอฟริกา จนกลายเป็นโรคประจำถิ่น (Endemic disease) ซึ่งพบอัตราการเสียชีวิต 1-10% ทั้งนี้การเสียชีวิตขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ โดยสายพันธุ์หลักของโรคฝีดาษลิง แบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์หลัก คือ
*สายพันธุ์ Congo Basin พบอัตราการเสียชีวิต 10%
*สายพันธุ์ West African พบอัตราการเสียชีวิต 1%