กรมควบคุมโรค พยากรณ์โรคฯ ฉบับที่ 26/2565 “เตือนประชาชนในช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงระวังป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง แนะรับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย”

กรมควบคุมโรค ขอเผยแพร่ “พยากรณ์โรคและภัยสุขภาพรายสัปดาห์”

ฉบับที่ 26/2565 ประจำสัปดาห์ที่ 27 (วันที่ 3 – 9 ก.ค. 65)

“จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ในปีนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 27 มิถุนายน 2565 มีรายงานพบผู้ป่วย 2,820 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยมากที่สุดคือ อายุ 15-24 ปี (11.45%) รองลงมาคือ กลุ่มอายุ 25-34 ปี (10.11%) และกลุ่มเด็กแรกเกิด – 1 ปี ( 9.93%) จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ นราธิวาส เชียงราย ตาก น่าน และพิษณุโลก ตามลำดับ จากรายงานผู้ป่วยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และจากการเฝ้าระวังเหตุการณ์จากโปรแกรมตรวจสอบข่าวการระบาด กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 27 มิถุนายน 2565 มีรายงานเหตุการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สะสม 2 เหตุการณ์  จากจังหวัดลำปาง 1 เหตุการณ์ (2 มิ.ย.65) พบผู้ป่วย จำนวน 74 ราย และจังหวัดนราธิวาส 1 เหตุการณ์ (15 ม.ค.65) พบผู้ป่วย จำนวน 26 ราย”

“การพยากรณ์โรคและภัยสุขภาพของสัปดาห์นี้ คาดว่ามีโอกาสพบผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้น เนื่องจากช่วงฤดูฝนเป็นฤดูกาลระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ประกอบกับผ่อนคลายมาตรการต่างๆ มากขึ้น ประชาชนควรดูแลตนเองเพื่อป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ทุกสายพันธุ์ โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ และโรคโควิด 19 โดยการสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในบริเวณที่ชุมชน เว้นระยะห่างระหว่างบุคคล และล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจล ไม่ใช้ของส่วนตัวรวมกับคนอื่น เช่น ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ และเมื่อมีอาการป่วยควรหยุดเรียน หยุดงาน หยุดกิจกรรมในสถานที่แออัด รวมถึงการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่

ในการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคไข้หวัดใหญ่ได้ และผู้ที่ฉีดวัคซีนโควิด 19 ไปแล้ว ควรได้รับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ด้วย เนื่องจากเป็นเชื้อไวรัสคนละชนิดกัน ประชาชนสามารถฉีดวัคซีนได้ทั้ง 2 ชนิดพร้อมกันได้เลย แต่ให้ฉีดที่แขนคนละข้าง และสำหรับประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยง ได้แก่

1.หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป

2.เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี

3.ผู้มีโรคเรื้อรัง ได้แก่ ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัด และเบาหวาน

4.ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป

5.ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้

6.โรคธาลัสซีเมีย และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งรวมผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีอาการ

7.โรคอ้วน คือผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากกว่า 100 กิโลกรัม หรือ มีดัชนีมวลกายมากกว่า 35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร

ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ลดความรุนแรงของโรค และลดความเสี่ยงการเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยได้   กรมควบคุมโรค จึงขอเชิญชวนประชาชนทั่วไปและกลุ่มเสี่ยงดังกล่าว เข้ารับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ที่สถานบริการสาธารณสุขของรัฐใกล้บ้าน และที่สถานพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย  ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการรณรงค์ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ของกระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม – 31 สิงหาคม 2565 สามารถสอบถามข้อมูลสุขภาพเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422”

*******************************************************

ข้อมูลจาก : ทีม SAT / สำนักสื่อสารความเสี่ยงฯ กรมควบคุมโรค

วันที่ 6 กรกฎาคม 2565

กรมการแพทย์ชี้ “มะเร็งต่อมน้ำเหลือง” พบบ่อยในคนไทย

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรมศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า มะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็น 1 ใน 10 ของมะเร็งที่พบบ่อยในคนไทย พบมากเป็นอันดับ 5 ในเพศชาย และอันดับ 9 ในเพศหญิง แต่ละปีจะมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ประมาณ 4,300 ราย และมีผู้เสียชีวิตประมาณ 1,300 ราย  หรือคิดเป็น 4 คนต่อวัน มะเร็งชนิดนี้พบได้ในทุกกลุ่มวัยและจะมีอุบัติการณ์สูงขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น มะเร็งต่อมน้ำเหลืองจัดเป็นโรคมะเร็งของระบบโลหิตวิทยา หรือระบบโรคเลือด มักเกิดกับเนื้อเยื่อต่อมน้ำเหลืองที่กระจายอยู่ทั่วร่างกาย เช่น บริเวณลำคอ รักแร้ ขาหนีบ ข้อพับแขน ข้อพับขา ในช่องอก และในช่องท้อง เป็นต้น สาเหตุการเกิดโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองยังไม่ทราบแน่ชัด แต่จากข้อมูลพบว่ามีความเชื่อมโยงกับการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ การสัมผัสสารเคมีที่อาจก่อให้เกิดมะเร็ง เช่น สารเคมีปราบศัตรูพืช รวมไปถึงการมีภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลง เช่น โรคเอดส์ การปลูกถ่ายอวัยวะ โรคไขข้ออักเสบ เป็นต้น

นายแพทย์สกานต์ บุนนาค  ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า อาการในระยะแรกมักพบต่อมน้ำเหลืองโตขึ้น ซึ่งจะคลำพบได้ง่ายในบริเวณที่อยู่ตื้น คลำได้ และอาจไม่รู้สึกเจ็บ เช่น บริเวณข้างลำคอ รักแร้ เต้านม หรือขาหนีบ นอกจากนี้อาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ต่อมทอนซิลโต เหงื่อออกกลางคืน ท้องอืดแน่น ตับม้ามโตโดยไม่ทราบสาเหตุ สำหรับในด้านวิธีรักษานั้นจำเป็นต้องพิจารณาชนิดของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ระยะโรค อายุและภาวะสุขภาพคนผู้ป่วยโดยรวม การรักษาอาจประกอบด้วยการให้ยาเคมีบำบัด และ/หรือการให้รังสีรักษา ซึ่งทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาจะให้คำแนะนำเพื่อเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับโรคและสภาวะคนไข้มากที่สุด

โดยทั่วไปผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรกจะมีผลการรักษาดี มีโอกาสหายขาดจากโรค และสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในระยะเริ่มแรก ดังนั้นการหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกายตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ หากพบว่ามีอาการผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์

ที่มา:https://pr.moph.go.th/?url=pr/detail/2/02/175899/

ดีอีเอส เผยอย่ารับหมายเลขที่ขึ้นด้วย +697 ยันเป็นมิจฉาชีพ

         โฆษกดีอีเอส เผย กสทชขอความร่วมมือผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ กำหนดหมายเลข +697  นำหน้าเบอร์โทร เพื่อเป็นจุดสังเกตให้ประชาชน ป้องกันถูกหลอกลวงจากมิจฉาชีพ 

         นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอสเปิดเผยว่า จากกรณีปัญหามิจฉาชีพโทรศัพท์เข้ามาหลอกลวงประชาชน ขณะนี้ทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ประสานความร่วมมือกับกสทชและผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ เพื่อแก้ไขปัญหามิจฉาชีพโทรศัพท์เข้ามาหลอกลวงประชาชนดังกล่าว  โดยกำหนดเบอร์ที่ขึ้นต้นด้วย +697  ซึ่งการโทรเข้ามาจากต่างประเทศด้วยการโทรผ่านอินเทอร์เน็ต  เกือบทั้งหมดจะเป็นมิจฉาชีพ เนื่องจากการโทรผ่านอินเทอร์เน็ตนั้น ไม่ต้องมีการลงทะเบียนเบอร์โทรหรือการยืนยันตัวตนเหมือนอย่างการเป็นเจ้าของเบอร์โทรศัพท์มือถือ จึงทำให้เป็นช่องทางของมิจฉาชีพใช้ช่องว่างนี้ในการหลอกลวง  

         ต้องขอบคุณทาง กสทชที่ออกมาตรการให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกราย ใส่เครื่องหมาย + นำหน้าเบอร์ที่โทรมาจากต่างประเทศ เพื่อให้เป็นที่สังเกตของประชาชน เพื่อให้ประชาชนระมัดระวัง อย่ารับสาย ป้องกันการถูกมิจฉาชีพหลอกลวง” โฆษกดีอีเอส กล่าว

          หากแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรหรือส่งข้อความเข้ามา ประชาชนสามารถแจ้งหมายเลขโทรศัพท์กับทางเครือข่ายมือถือของท่านเพื่อตรวจสอบพร้อมบล็อคเบอร์ดังกล่าว

ที่มา: https://www.mdes.go.th/news

Swicth to Android เปิดตัวอย่างเป็นทางการ แอปช่วยย้ายข้อมูลจาก iOS ไปมือถือ Android

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ปีนี้ (ค.ศ. 2022) Google ได้ออกแอปใหม่ชื่อว่า “Swicth to Android” ซึ่งเป็นแอปที่อำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้ iOS ที่สนใจอยากเปลี่ยนมาใช้ Android ได้ย้ายข้อมูลต่าง ๆ ออกจาก iPhone ไปยังมือถือ Android และมาจนถึงวันนี้แอปพลิเคชันก็เปิดตัวไปนาน แต่ยังไม่มีประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ เพราะว่าใช้งานได้เฉพาะมือถือ Pixel ของ Google เท่านั้น

แต่ล่าสุด Google ได้ประกาศว่า Swicth to Android นั้น สามารถรองรับสมาร์ทโฟน Android 12 ทั้งหมดได้แล้ว ถือได้ว่าเป็นการเปิดตัวอย่างเป็นทางการสำหรับผู้ใช้ทุกคน

โดยหากใครสนใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Swicth to Android ได้เลยที่หน้าร้าน Playstore ของ Android หรือ Appstore ของ iOS

โดยข้อมูลที่สามารถโอนย้ายได้ จะมีตั้งแต่ รูปภาพ วิดีโอ รายชื่อผู้ติดต่อ กิจกรรมในปฏิทิน และสามารถโอนแบบการเชื่อมต่อผ่านสาย Lightning to USB-C หรือใช้การส่งข้อมูลผ่าน Wi-Fi และ QR Code ได้ทั้งหมด

ทั้งนี้หลายคนอาจไม่ทราบที่จริง Apple มีแอป Move to iOS ปล่อยออกมานานแล้ว และแอปนั้นก็ใช้สำหรับการย้ายข้อมูลจาก Android มา iOS ถึงว่าคุณสมบัตินั้นสลับกัน

ที่มา : www.theverge.com

คำแนะนำ ป้องกันโรคโควิด 19 เมื่อเข้าสู่ระยะหลังการระบาดใหญ่ Post-Pandemic

หากสงสัยว่าเป็นโควิด 19 ทำอย่างไร?
-งดเข้าใกล้กลุ่มเสี่ยง 608
-ไม่มีอาการ/มีอาการเล็กน้อย : ไม่ต้องแยกกัก เลี่ยงเดินทาง
-มีอาการระบบทางเดินหายใจ : ตรวจ ATK ทันที
-มีอาการรุนแรง : รีบพบแพทย์เพื่อรักษาทันที

โควิด 19 ระบาดในพื้นที่ทำอย่างไร?
-กลุ่มผู้ติดเชื้อ : ปฏิบัติตามข้อแนะนำเมื่อมีอาการป่วย
-กลุ่มผู้สัมผัส : สังเกตอาการตนเองอย่างน้อย 5 วัน เมื่อมีอาการ ตรวจ ATK ทันที
-ประชาชนในพื้นที่ระบาด : ป้องกันตนเองด้วยมาตรการ Universal Prevention ฉีดวัคซีนให้ครบตามที่ สธ. กำหนด
-สถานประกอบการ : พิจารณาทำมาตรการ Work From Home / มาตรการ COVID Free Setting